วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2557

ระบบเเลน

  คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์รับ - ส่ง ข้อมูลที่ประกอบกันเป็นเครือข่าย มีการเชื่อมโยงถึงกันในรูปแบบต่าง ๆ ตามความเหมาะสม มี 4 แบบคือ
            เครือข่ายแบบดาว (Star Network)
            เครือข่ายแบบบัส (Bus Network)
            เครือข่ายแบบวงแหวน (Ring Network)
            เครือข่ายแบบผสม (Hybrid Network)
เครือข่ายแบบดาว (Star Network)
           เครือข่ายแบบนี้จะมีลักษณะคล้ายกับดาวกระจาย มีอุปกรณ์ฮับ (HUB) เป็นศูนย์กลางการต่อเชื่อม โดยการนำสถานีต่าง ๆ มาต่อร่วมกันกับหน่วยสลับสายกลาง เพื่อเชื่อมโยงระหว่างสถานีต่าง ๆ ที่ต้องการติดต่อกัน ข้อดีของระบบนี้คือ เมื่อสายใดหลุดหรือขาดการต่อเชื่อม จะไม่มีผลต่อระบบทั้งหมด เป็นที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบันนี้

รูปที่ 1 การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบดาว
เครือข่ายแบบบัส (Bus Network)
            เครือข่ายแบบนี้มีโครงสร้างไม่ยุ่งยาก และไม่ต้องใช้เครื่องขยายสัญญาณ หรืออุปกรณ์สลับสาย สถานีต่าง ๆ จะเชื่อมต่อเข้าหาบัสโดยผ่านทางอุปกรณ์เชื่อมต่อที่เป็นฮาร์ดแวร์ การจัดส่งข้อมูลจึงสามารถส่งไปถึงทุกสถานีได้ ระบบนี้มีจุดอ่อนอยู่ที่ เมื่อคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งมีปัญหากับสายเคเบิ้ล จะทำให้ระบบรวนไปทั้งระบบ และเมื่อเพิ่มคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย จะต้องหยุดการใช้งานทั้งหมด เพื่อตัดต่อสายใหม่ แต่มีข้อดีคือ ไม่จำเป็นต้องซื้อฮับเพื่อการต่อเชื่อม

รูปที่ 2 การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส
เครือข่ายแบบวงแหวน (Ring Network)
           สถานีของเครือข่ายทุกสถานีจะทำการเชื่อมโยงเครื่องขยายสัญญาณของทุกสถานีเข้าไว้ด้วยกันเป็นวงแหวน โดยด้านหนึ่งเป็นตัวรับสัญญาณ และอีกด้านหนึ่งเป็นตัวส่งสัญญาณ การส่งข้อมูลเป็นลักษณะออกทั้งสองทาง ถ้าทางไหนถึงก่อนเครื่องคอมพิวเตอร์ก็จะรับเพ็จเก็จนั้น มีความเร็วในการ รับส่งสัญญาณได้ 16 ล้านบิตต่อวินาที ข้อมูลจะไม่ชนกันเพราะการรับส่งมีลำดับที่แน่นอน ว่ามาจากสถานีใด จะส่งไปยังสถานีปลายทางที่ใด นิยมใช้ในเครือข่ายของเครื่องคอมพิวเตอร์ IBM โดยเฉพาะระบบธนาคาร ATM และระบบทางทหาร

รูปที่ 3 การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบริง
เครือข่ายแบบผสม (Hybrid Network)
           เป็นการเชื่อมเครือข่ายแบบดาว บัส และวงแหวนมาผสมผสานกัน เพื่อลดจุดอ่อนและเพิ่มจุดเด่นให้กับระบบเครือข่าย โดยการใช้ฮับหรือสวิตส์ เป็นอุปกรณ์ต่อเชื่อม

รูปที่ 4 การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบผสม

วันจันทร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2557

ขนมทองม้วน

ทองม้วน เป็นขนมไทยชนิดหนึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นม้วนกลมเป็นวง มีลักษณะกรอบ โดยมีส่วนผสมหลักคือ แป้ง มะพร้าว น้ำตาลปีบ ไข่ไก่ น้ำมันพืช และ งาดำ




 วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน
1. นำมะพร้าวไปคั้นให้ได้น้ำกะทิ จากนั้นจึงนำไปตั้งบนไฟร้อนปานกลาง เคี่ยวจนกะทิแตกมัน
2. ผสมแป้งสาลีกับน้ำตาลทราย แล้วจึงนำน้ำกะทิที่ได้จากขั้นตอนที่หนึ่งมาผสม คนจนแป้งละลายดี
3. ตอกไข่ใส่ลงไป ตีจนขึ้นฟอง จึงใส่แป้งหอมผสมอาหารและงาขาว คนจนผสมกันทั่ว พักทิ้งไว้
4. ทาน้ำมันบนกระทะแบน รอจนร้อนจึงหยอดแป้งที่เตรียมไว้ลงไป รอให้สุกจึงกลับหน้าให้เหลืองทั้งสองด้าน ขณะที่ขนมยังร้อน พับม้วนตามต้องการ จึงนำออกจากเตา
5. เสริฟรับประทานได้ทันที หรือเก็บในภาชนะมิดชิดเพื่อไว้รับประทานภายหลัง
 เครื่องปรุง + ส่วนผสม
 

ขนมหวานไทย : ขนมทองม้วน

菜花小男生qq表情* แป้งสาลี 850 กรัม
* น้ำตาลทราย 600 กรัม
* ไข่เป็ด 5 ฟอง
* มะพร้าวขูด 1 กิโลกรัม
* แป้งหอมผสมอาหาร 1/2 ช้อนชา
* งาขาว
ที่มา http://www.ezythaicooking.com/free_dessert_recipes/Thai_dessert_kanom_Tong_Muan_th.html

ขนมบัวลอย

สูตรขนมหวานไทย : บัวลอย


 
ขนมหวานไทย : บัวลอยมะพร้าวอ่อน
+ส่วนผสมบัวลอย+
* แป้งข้าวเหนียว 2 ถ้วยตวง
* เผือกนึ่งสุกบดละเอียด 1 ถ้วยตวง (กรณีต้องการบัวลอยหลายสีสามารถเลือกใช้ฟักทอง เพื่อทำบัวลอยสีเหลือง, ใบเตย เพื่อทำบัวลอยสีเขียว, อื่นๆ)
* น้ำเปล่า 1/4 ถ้วยตวง
+ส่วนผสมน้ำกะทิ+
* กะทิ 2 ถ้วยตวง
* น้ำตาลมะพร้าว 100 กรัม
* น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
* เกลือป่น 1 ช้อนชา
* เนื้อมะพร้าวอ่อน, ไข่ (จะมีหรือไม่มีก็ได้)
* งาขาว (สำหรับแต่งหน้า จะมีหรือไม่มีก็ได้)

ขนมหวานไทย : บัวลอยไข่หวาน
ขนมหวานไทย : บัวลอยมะพร้าวอ่อน

 
      วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน
1. ทำบัวลอยโดยผสมแป้งข้าวเหนียว, เผือกนึ่งและน้ำเปล่าเข้าด้วยกัน นวดจนส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันเป็นเนื้อเดียว จากนั้นจึงนำมาปั้นเป็นลูกกลมๆ ระหว่างปั้นนั้น ควรโรยด้วยเศษแป้งข้าวเหนียวเล็กน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกบัวลอยติดกัน (ถ้าต้องการทำบัวลอยหลายสีก็ใช้ส่วนผสมเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นฟักทองสำหรับสีเหลือง หรือใบเตยสำหรับสีเขียว เป็นต้น)
2. ต้มน้ำในหม้อขนาดกลาง รอจนเดือดจึงใส่ลูกบัวลอยที่ปั้นไว้แล้ว เมื่อบัวลอยสุกให้นำออกมาแช่ในน้ำเย็น (บัวลอยที่สุกแล้วจะลอยขึ้น)
3. ทำน้ำกะทิโดยผสม กะทิ, น้ำตาลมะพร้าว, น้ำตาลทรายและเกลือป่นลงไป ควรใส่น้ำตาลทรายแค่ครึ่งเดียวก่อน ถ้ายังหวานไม่พอจึงค่อยใส่เพิ่มลงไป ต้มจนเดือด จึงหรี่ไฟลง นำบัวลอยที่ต้มไว้แล้วใส่ลงไปในน้ำกะทิ ต้มต่ออีกสักพักจึงปิดไฟ ถ้ามีมะพร้าวอ่อนก็ใส่ได้เลย พร้อมลูกบัวลอย (กรณีต้องการทำบัวลอยไข่หวาน ก็ตอกไข่ใส่ไปในหม้อหลังจากที่ใส่บัวลอยลงไป รอจนไข่สุกจึงปิดไฟ)
4. ตักใส่ถ้วย โรยหน้าด้วยงาขาว เสริฟขณะร้อนหรือรอให้เย็นก็ได้
 ที่มา http://www.ezythaicooking.com/free_dessert_recipes/Thai_dumplings_in_coconut_cream_th.html

ขนมเบื้องไทยไส้หวาน

ขนมเบื้องไทยไส้หวาน

สูตรขนมเบื้องไทยไส้หวาน


ระยะเวลา 50 นาที (ไม่รวมหมักแป้ง 1 ชม)

วัตถุดิบขนมเบื้องไทยไส้หวาน

ตัวแป้ง
1. แป้งข้าวเจ้า 1 1/2 ถ้วย
2. แป้งถั่วเขียว 1/2 ถ้วย
3. น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
4. ไข่ไก่ (ใช้ไข่แดงผสมน้ำคนให้เข้ากัน) 1 ฟอง
5. น้ำ 1/2 ถ้วย
6. น้ำปูนใส 1/2 ถ้วย

ครีม
7. ไข่ขาว (ไข่เป็ด) 3 ฟอง
8. น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย
9. น้ำมะนาว / ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/2 ช้อนชา

โรยหน้า
10. มะพร้าวทึนทึก (ขูดบางสั้นๆ) 1 ถ้วย
11. ฝอยทอง 1/2 ถ้วย
12. งาขาว (คั่ว-บุบพอแตก) 1/4 ถ้วย

วิธีทำขนมเบื้องไทยไส้หวาน

1. แป้งขนมเบื้อง - อ่างใส่ของแห้ง (แป้งข้าวจ้าว แป้งถั่ว น้ำตาลทราย) คลุกให้เข้ากัน ใส่ไข่แดงที่ผสมน้ำไว้ เทสลับกับ น้ำปูนใส ทีละน้อย นวดพอให้แป้งจับตัวเป็นก้อน นวดให้จนนุ่มมือ ดูแป้งขึ้นเงา (นวดประมาณ 5 นาที) คลายแป้งด้วย น้ำปูนใส น้ำที่ผสมไข่ (ที่เหลือจนหมด) นวดคลายอย่าให้แป้งเป็นเม็ด ปิดฝาหมักไว้ 1 ชั่วโมง
2. ทำขนมและใส่หน้า – ตั้งกะทะขนมเบื้องหรือกระทะทองแบนใช้ไฟอ่อน เอาที่ละเลงขนมเบื้องจุ่มแป้ง ละเลงในกระทะเป็นวงกลม รอแป้งสุก (แป้งเริ่มแห้ง) ทาด้วยน้ำตาลปีบที่ผสมไข่ขาว (ละเลง) ให้สุกจะแห้งเปลี่ยนเป็นสีขาวฟูขึ้น ใส่ไส้ตามต้องการ ถ้าเป็นหน้าหวานให้ใส่ตามลำดับ มะพร้าวทึนทึกขูด ฝอยทองา ดูขอบแป้งเริ่มเปลี่ยนสี ใช้เกรียงแซะขอบแล้วพับครึ่ง ตักพักบนตะแกรงให้เย็นตัว (ถ้าใส่ภาชนะขณะร้อน ไอน้ำจะออกทำให้แป้งนิ่มได้)
ที่มา  http://www.oknation.net/blog/print.php?id=897699

ลูกชุบ


ตะเกียบ ไม้จิ้มฟัน สำหรับช่วยในการตกแต่งรูปทรงลูกชุบ





ลูกชุบ

ลูกชุบ เป็นขนมไทยชนิดหนึ่งทำด้วยถั่วเขียวบดกวนปั้นเป็นรูปร่างต่างๆระบายสี แล้วนำไปชุบวุ้นให้สวยงาม สีที่ใช้ทำลูกชุบนั้นนอกจากระบายลงบนถั่วเขียวกวนที่ปั้นแล้ว ยังใส่สีลงในถั่วกวนโดยตรงได้อีก 
ขั้นตอนการทำขนมลูกชุบ ทำขนมลูกชุบ แบบแม่พิมพ์ขนมลูกชุบ
สาระน่ารู้เกี่ยวกับลูกชุบ
การทำลูกชุบจะต้องอาศัยใจรักการฝึกฝนเพื่อให้เกิดความชำนาญความประณีต
บรรจงเพื่อให้เกิดความสวยงามและการรักษาความสะอาดเพื่อให้ถูกสุขอนามัย
ดังนั้นการทำลูกชุบเปรียบเสมือนเป็นทั้ง"ศาสตร์" และ "ศิลป์" ในตัวของมันเอง
ลักษณะของลูกชุบที่ดีคือ
มีความเหมือนจริง ตามลักษณะของจริงที่ปั้นเลียนแบบ
มีสัดส่วนที่เหมาะสม ทั้งรูปร่างและรูปทรง
มีสีสวยงาม คล้ายของจริงหรือใกล้เคียง และไม่เป็นอันตราย
รสชาติหวานมัน
ผิวสัมผัสของถั่วของถั่วนุ่มนวล เนื้อเนียน
วุ้นที่เคลือบไม่หนาจนเกินไป เป็นมันแวว
วัสดุที่ใช้ตกแตง ต้องไม่ทำให้เป็นพิษต่อผู้บริโภค

 วิธีอบควันเทียน
 นำถั่วที่กวนได้ที่พักไว้ให้เย็น ใส่ในภาชนะที่มีฝาปิด ไม่ควรใช้ภาชนะพลาสติกจะทำให้กลิ่นเหม็นของ พลาสติกปนในถั่วกวน
วางถ้วยกระเบื้องเล็กไว้ตรงกลางถั่วกวน
จุดเทียนอบทั้ง 2 ข้าง ให้เปลวไฟติดดีแล้วดับให้เกิดควัน
วางเทียนบนถ้วยกระเบื้อง ปิดฝาให้สนิทพักไว้ประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง
กลับถั่วด้านบนลงข้างล่าง แล้วจุดเทียนอบใหม่อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้อาจจะพักไว้ค้างคืนเลยก็ได้ 

ข้อเสนอแนะ
 การเคี่ยววุ้น ควรใช้ไฟอ่อนหรือไฟปานกลางและควรคนบ่อยๆ มิฉะนั้นจะทำให้วุ้นติดก้นภาชนะและไหม้
การใส่น้ำตาลทรายจะช่วยทำให้วุ้นมีความมันแวววาวขึ้น
การชุบวุ้นควรชุบขณะสีแห้งสนิทก่อนมิฉะนั้นสีจะละลาย
ลงไปในวุ้น ทำให้ลูกชุบสีด่าง
ไม้ ปักที่ใช้แล้ว ก่อนนำมาใช้ในครั้งต่อไป ควรนำไปต้มให้สีออกหมด ล้างให้สะอาด ตากให้แห้งก่อนใช้ เพื่อป้องกันสีตก การเหม็นหืนและเป็นรา

 อุปกรณ์ในการทำขนมลูกชุบทั้งหมด

ไม้ไผ่ สำหรับเสียบลูกชิ้น เหลาปลายทั้ง 2 ข้าง
ถ้วยตะไลขนาดเล็ก สำหรับผสมสีควรใช้สีขาวจะได้เห็นความสดของสีได้อย่างชัดเจน
และควรเป็นกระเบื้องเพื่อง่ายต่อการทำความสะอาด
โฟม หรือท่อนกล้วย สำหรับพักลูกชุบที่ทาสีหรือชุบวุ้น
สำลี พันกับไม้สำหรับระบายสี
พู่กัน สำหรับทำลวดลาย
มีดบาง สำหรับตัดวุ้นส่วนที่เกิน ควรจะต้องคม
กรรไกร สำหรับตัดใบหรือวัสดุตกแต่ง
อ่างใส่น้ำ สำหรับล้างมือให้สะอาดทุกครั้งที่มีถั่วติดมือ
ผ้าเช็ดมือ ผ้าที่มีการซับน้ำได้ดีไม่มีขนติดมือ สะอาด
กล่องพลาสติก สำหรับใส่ลูกชุบที่ปั้นเสร็จแล้ว
ถาด สำหรับวางหรือพักวัสดุอุปกรณ์เพื่อป้องกันไม่ให้สกปรก
สีผสมอาหาร
หลอดหยด สำหรับหยดสี
ผ้าขาวบางสำหรับคลุมลูกชุบที่ปั้นเสร็จแล้ว ก่อนใช้ควรชุบน้ำบิดหมาด
ประโยชน์ของขนมลูกชุบ
1.มีสีสันน่ารับประทาน ดึงดูดต่อผู้ซื้อเมื่อนำไปวางขายในตลาด
2.เป็นขนมที่ชาวต่างชาติให้ความสนใจกันมาก
3.ได้ประโยชน์ นั่นคือ โปรตีน จากถั่วเขียว ในส่วนผสมของลูกชุบ
4.สามารถนำมาดัดแปลงโดยทำเป็นรูปทรงต่างๆนอกจากจะทำเป็นรูปทรงผลไม้ได้ แล้วยังสามารถทำเป็นรูปทรงของรูปปั้น สัตว์ และ สถานที่สำคัญต่างๆได้อีกด้วย
5.เป็นขนมที่สามารถดึงดูดให้คนไทย ได้อยากลองฝึกฝนทำขนมชนิดนี้
ที่มา : http://lasanyaboy.exteen.com

 

ขนมชั้น



ขนมชั้น

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ขนมชั้น เป็นขนมไทยโบราณที่ใช้ในงานพิธีมงคล โดยมีความเชื่อว่าจะต้องหยอดขนมให้ได้ 9 ชั้น จึงจะเป็นศิริมงคลเจริญก้าวหน้าแก่เจ้าภาพ
ส่วนผสมของขนมส่วนใหญ่จะเป็นกะทิ และน้ำตาล แป้ง 3 - 4 ชนิด
 

วิธีทำขนมชั้น

ส่วนผสม
หัวกะทิ 4 ถ้วย
น้ำตาลทราย 3 ถ้วย
น้ำลอยดอกมะลิ 1 ถ้วย
แป้งถั่วเขียว 2 ช้อนโต๊ะ
แป้งท้าวยายม่อม 1 ถ้วย
แป้งข้าวเจ้า 2 ช้อนโต๊ะ
แป้งมัน 2 ถ้วย
ใบเตย 10 ใบ คั้นน้ำข้น ๆ
วิธีทำ
1. เชื่อมน้ำเชื่อมโดยใช้น้ำ 1 ถ้วย น้ำตาลทราย 3 ถ้วย
2. ผสมแป้งทั้ง 4 ชนิด เข้าด้วยกัน แล้วนวดกับกะทิ โดยค่อย ๆ ใส่กะทิทีละน้อย ๆ นวดนาน ๆ จนกะทิหมด แล้วใส่น้ำเชื่อมคนให้เข้ากัน พอให้แป้งติดหลังมือนิดหน่อย
3. กรองแป้งทั้งหมด แล้วแบ่งแป้งครึ่งหนึ่งเป็นสีขาว อีกครึ่งหนึ่งใส่ใบเตยหรือสีตามชอบ
4. นำถาดไปนึ่งแล้วทาน้ำมันให้ทั่ว ใส่แป้งสีขาวประมาณ 1/2 ถ้วย แล้วนึ่งให้สุกประมาณ 5 นาที ชั้นที่ 2 ใส่สีเขียว แล้วนึ่งอีกประมาณ 5 นาที ทำเช่นนี้ไปจนหมดแป้ง แล้วให้ชั้นสุดท้ายเป็นสีเข้มกว่าชั้นอื่น ๆ เมื่อสุกยกลงทิ้งให้เย็น แล้วตัดเป็นชิ้นตามต้องการ





ที่มา  http://muaynika.wordpress.com/2012/02/12/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99-2/